ก่อนซื้อบ้าน

ก่อนซื้อบ้านต้องรู้อะไรบ้าง: Checklist สำหรับผู้ซื้อบ้านหรู 30 ล้านขึ้นไป

งบประมาณรวม ทำเล ผู้พัฒนา สเปก สัญญา ค่าใช้จ่ายวันโอน และคำถามที่ควรถามก่อนจองบ้านหรู

โดยทีมที่ปรึกษา Refinery Asset · · · อ่าน 7 นาที

ภาพประกอบบ้านหรู ไม่ใช่ภาพจากโครงการ

บ้านเดี่ยวราคา 30 ล้านบาทขึ้นไปไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นสินทรัพย์ที่ครอบครัวจะใช้ชีวิตด้วยไปอีกหลายสิบปี การตัดสินใจจากบ้านตัวอย่างที่สวยหรือโปรโมชันช่วงเปิดตัวเพียงอย่างเดียวจึงไม่พอ บทความนี้รวบรวมสิ่งที่ที่ปรึกษาของเราให้ลูกค้าตรวจสอบทุกครั้งก่อนจองบ้าน เรียงตามลำดับที่ควรคิด

1. ตั้งงบประมาณรวม ไม่ใช่แค่ราคาบ้าน

ราคาที่เห็นในโบรชัวร์คือจุดเริ่มต้น งบที่ต้องเตรียมจริงควรรวมค่าใช้จ่ายเหล่านี้ด้วย

  • ค่าใช้จ่ายวันโอนกรรมสิทธิ์ — ค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนอง (ดูหัวข้อที่ 6)
  • ค่าตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ — บ้านระดับนี้มักต้องตกแต่งภายในเพิ่ม ทั้ง built-in ม่าน ระบบไฟ และสวน
  • ค่าส่วนกลางและเงินกองทุน — เรียกเก็บล่วงหน้าตอนโอน คิดตามขนาดที่ดิน
  • ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรายปี — บ้านหลังหลักที่เจ้าของมีชื่อในทะเบียนบ้านได้รับยกเว้นตามมูลค่าที่กฎหมายกำหนด ส่วนที่เกินต้องชำระทุกปี
  • เงินสำรอง — สำหรับค่าดูแลระบบ สระว่ายน้ำ ลิฟต์ และประกันภัยบ้าน

2. เลือกทำเลจากชีวิตประจำวัน ไม่ใช่จากแผนที่

ทำเลที่ดีคือทำเลที่ทำให้ชีวิตทุกวันง่ายขึ้น ลองขับรถจากโครงการไปที่ทำงาน โรงเรียนของลูก และโรงพยาบาลที่ใช้ประจำ ในช่วงเวลาเร่งด่วนจริง ก่อนตัดสินใจ

  • ระยะเวลาเดินทางช่วงเช้าและเย็น และทางด่วนหรือรถไฟฟ้าที่กำลังจะเปิดใช้
  • โรงเรียนนานาชาติ โรงพยาบาล และห้างสรรพสินค้าในรัศมีที่เดินทางสะดวก
  • ประวัติน้ำท่วมของพื้นที่และระดับถนนหน้าโครงการเทียบกับถนนหลัก
  • ผังเมืองรอบโครงการ เพื่อดูว่าที่ดินข้างเคียงอาจกลายเป็นอาคารสูงหรือโรงงานในอนาคตหรือไม่

3. ตรวจสอบผู้พัฒนาโครงการ

ความน่าเชื่อถือของผู้พัฒนาส่งผลทั้งต่อคุณภาพบ้านและมูลค่าในระยะยาว

  • ดูโครงการที่ส่งมอบแล้วของผู้พัฒนารายนั้น และสภาพหมู่บ้านหลังส่งมอบหลายปี
  • บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เปิดเผยงบการเงินและข้อมูลสำคัญต่อสาธารณะ ตรวจสอบได้
  • ถามเรื่องการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร และแผนการส่งมอบพื้นที่ส่วนกลาง
  • ตรวจว่าโครงการได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินแล้ว

4. ดูสเปกและคุณภาพก่อสร้างให้ลึกกว่าบ้านตัวอย่าง

บ้านตัวอย่างตกแต่งมาเพื่อขาย สิ่งที่ควรขอดูคือรายละเอียดของบ้านหลังที่คุณจะได้รับจริง

  • รายการวัสดุและอุปกรณ์มาตรฐาน (specification) ที่แนบท้ายสัญญา
  • ระบบโครงสร้าง ระบบกันซึม ฉนวนกันความร้อน และระบบไฟฟ้าสำรอง
  • ระยะเวลาการรับประกันโครงสร้างและงานระบบ และขั้นตอนแจ้งซ่อม
  • ทิศทางของบ้าน แสงแดด และความเป็นส่วนตัวจากบ้านข้างเคียง

5. เอกสารและสัญญาที่ต้องอ่านก่อนวางเงินจอง

  • โฉนดที่ดิน — ตรวจเลขที่ ขนาด และภาระผูกพัน เช่น การจำนองกับสถาบันการเงินของผู้พัฒนา
  • สัญญาจะซื้อจะขาย — กำหนดวันโอน เงื่อนไขกรณีก่อสร้างล่าช้า และเงื่อนไขการคืนเงินจองหากขอสินเชื่อไม่ผ่าน
  • เงื่อนไขโปรโมชัน — ของแถมและส่วนลดต้องระบุเป็นลายลักษณ์อักษรในสัญญา

สำหรับการซื้อครั้งสำคัญ แนะนำให้ทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายอ่านสัญญาก่อนลงนาม

6. ค่าใช้จ่ายวันโอนกรรมสิทธิ์

อัตราด้านล่างเป็นอัตราทั่วไปที่ใช้ ณ วันที่เขียนบทความ ผู้รับผิดชอบแต่ละรายการขึ้นอยู่กับข้อตกลงในสัญญา ควรตรวจสอบอัตราล่าสุดกับกรมที่ดินและผู้พัฒนาโครงการอีกครั้ง

รายการ อัตราโดยทั่วไป มักเป็นผู้จ่าย
ค่าธรรมเนียมการโอน 2% ของราคาประเมิน ตามตกลง มักแบ่งคนละครึ่ง
ค่าจดทะเบียนจำนอง (กรณีกู้) 1% ของวงเงินจำนอง ผู้ซื้อ
ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของราคาขายหรือราคาประเมินที่สูงกว่า ผู้ขาย
อากรแสตมป์ (กรณีไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ) 0.5% ผู้ขาย
ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ผู้ขายนิติบุคคล 1% ผู้ขาย

สำหรับบ้าน 30 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมการโอน 2% เท่ากับประมาณ 600,000 บาท (คำนวณจากราคาประเมิน ซึ่งอาจต่ำกว่าราคาขาย) จึงควรตกลงให้ชัดว่าใครเป็นผู้จ่ายตั้งแต่ตอนจอง

7. วางแผนสินเชื่อก่อนจอง

  • ขอให้ธนาคารประเมินวงเงินเบื้องต้น (pre-approval) ก่อนวางเงินจอง
  • ตรวจสอบเกณฑ์อัตราส่วนเงินกู้ต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) ล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีผลต่อเงินดาวน์ขั้นต่ำ
  • เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยหลังช่วงโปรโมชัน ไม่ใช่แค่ 3 ปีแรก

8. ตรวจบ้านก่อนรับโอน

ใช้บริการผู้ตรวจบ้านมืออาชีพตรวจงานโครงสร้าง งานระบบไฟฟ้าและประปา หลังคา และงานสถาปัตยกรรม ก่อนวันโอน ให้ผู้พัฒนาแก้ไขรายการที่พบให้เรียบร้อย แล้วตรวจซ้ำก่อนลงนามรับมอบ

9. คำถามที่ควรถามผู้พัฒนาโครงการ

  • บ้านหลังนี้ก่อสร้างถึงขั้นไหน และกำหนดส่งมอบเมื่อใด
  • ค่าส่วนกลางเท่าไร เก็บล่วงหน้ากี่ปี และครอบคลุมอะไรบ้าง
  • หมู่บ้านจะมีบ้านทั้งหมดกี่หลัง และขายไปแล้วกี่เปอร์เซ็นต์
  • ปรับเปลี่ยนแบบหรือวัสดุได้แค่ไหน มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเท่าไร
  • ระบบรักษาความปลอดภัยของโครงการเป็นแบบใด

สรุป

การซื้อบ้านหรูที่ดีเริ่มจากการตอบให้ได้ว่าบ้านหลังนี้เหมาะกับชีวิตของครอบครัวในอีก 10–20 ปีข้างหน้าหรือไม่ ทั้งเรื่องทำเล งบประมาณรวม ความน่าเชื่อถือของผู้พัฒนา และรายละเอียดในสัญญา หากต้องการให้ที่ปรึกษาช่วยคัดโครงการที่ตรงโจทย์และพาไปพบผู้พัฒนาโดยตรง นัดเยี่ยมชมกับ Refinery Asset ได้ทุกวัน

LINE นัดเยี่ยมชม